คพ. ย้ำความปลอดภัยสิ่งแวดล้อม กำกับการใช้สารขจัดคราบน้ำมันหลังเหตุเรืออับปางทะเลภูเก็ต

 คพ. ย้ำความปลอดภัยสิ่งแวดล้อม กำกับการใช้สารขจัดคราบน้ำมันหลังเหตุเรืออับปางทะเลภูเก็ต 

นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า จากกรณี เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 มีเหตุเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติปานามา จมลงทะเล จ.ภูเก็ต สาเหตุคาดว่ามาจากรอยรั่วใต้ท้องเรือทำให้น้ำเข้ามาบริเวณตัวเรือเป็นผลให้เรืออับปาง บนเรือมีสินค้าประเภท Dry cargo/container ship จำนวน 297 ตู้คอนเทนเนอร์ มีน้ำมัน Heavy Fuel Oil จำนวน 98 ตัน และมีน้ำมัน Marine Diesel Oil จำนวน 32 ตัน คพ. มีบทบาทสำคัญในการดูแล ควบคุม และกำกับการใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมันในประเทศไทย ตามแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันแห่งชาติ พ.ศ. 2545 เพื่อให้การแก้ไขปัญหาน้ำมันรั่วไหลเป็นไปอย่างเหมาะสมและไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน


นายสุรินทร์ กล่าวว่า สารเคมีขจัดคราบน้ำมัน (Oil Dispersant) เป็นสารที่ประกอบด้วยสารลดแรงตึงผิวและตัวทำละลาย ทำหน้าที่ช่วยให้น้ำมันที่ลอยอยู่บนผิวน้ำแตกตัวเป็นหยดขนาดเล็กและกระจายเข้าสู่มวลน้ำ มีจุดประสงค์เพื่อขจัดน้ำมันออกจากผิวน้ำโดยเร็วที่สุด แล้วถ่ายเทเข้าสู่มวลน้ำ และส่งผลทำให้น้ำมันถูกเจือจางอย่างรวดเร็วจนถึงระดับความเข้มข้นที่ไม่เป็นอันตราย หลังจากนั้นน้ำมันก็จะถูกย่อยสลายด้วยกระบวนการทางชีวภาพได้ในธรรมชาติ การใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมันในแหล่งน้ำของประเทศไทย ต้องเป็นสารที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ และอยู่ในบัญชีรายชื่อที่ คพ.กำหนด และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ คพ. โดยการใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมันต้องได้รับอนุญาตจาก คพ. เป็นลายลักษณ์อักษร ในกรณีพื้นที่ดังต่อไปนี้ ได้แก่ (1) พื้นที่ทะเลที่มีความลึกน้อยกว่าหรือเท่ากับ 10 เมตร (2) พื้นที่ทะเลที่มีทรัพยากรธรรมชาติอ่อนไหวต่อการได้รับผลกระทบจากน้ำมัน และ (3) บริเวณแหล่งน้ำจืดและน้ำกร่อย ทั้งนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างครบถ้วน การพิจารณาอนุญาตให้ใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมันอาจอยู่ในดุลยพินิจของผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สุทธิด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ และต้องรายงานให้ คพ. ทราบภายหลัง


กระบวนการพิจารณาอนุญาตจะประเมินความเหมาะสมของชนิดและปริมาณสารเคมีขจัดคราบน้ำมันให้สอดคล้องกับชนิดและปริมาณน้ำมันที่รั่วไหล โดยทั่วไปใช้อัตราส่วนของสารเคมีขจัดคราบน้ำมันต่อน้ำมันประมาณ 1:10 ควบคู่กับการวิเคราะห์ผลประโยชน์สุทธิด้านสิ่งแวดล้อม (Net Environmental Benefit Analysis: NEBA) เพื่อให้การใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมันสามารถลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อมโดยรวมได้อย่างเหมาะสมที่สุด


ในกรณีที่เรือบรรทุกสินค้า SEALLOYD ARC PANAMA สัญชาติปานามา ประสบเหตุอับปางในบริเวณทะเลจังหวัดภูเก็ต คพ. ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ Oil Map คาดการณ์ทิศทางการเคลื่อนตัวของคราบน้ำมัน กรณีน้ำมันรั่วไหลจากเรือ พบว่า คราบน้ำมันมีแนวทางการเคลื่อนตัวจากตำแหน่งเรือที่จมไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ และจะเคลื่อนตัวออกสู่ทะเลเปิด ไม่พัดเข้าสู่ชายฝั่งของประเทศไทย และเรือจมลงมีความลึกประมาณ 60 เมตร ผู้ปฏิบัติงานสามารถดำเนินการใช้สารเคมีได้โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจาก คพ. ล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม จะต้องจัดทำรายงานสรุปผลการใช้สารขจัดคราบน้ำมัน และเสนอให้ คพ. ที่ทราบภายหลังการดำเนินการ นายสุรินทร์ กล่าว


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สภาเอสเอ็มอีไทยรวมพลัง! “THAI SMEs RUN 2025” วิ่งเพื่อสุขภาพและเศรษฐกิจไทย

Sweeney Todd ละครเวทีมิวสิคัลในตำนาน และนี่เป็นครั้งแรกของประเทศไทยใน School Edition ที่ทางโรงเรียนได้ซื้อลิขสิทธิ์แท้ถูกต้อง จาก Musical Theatre International (MTI) ละครเขย่าขวัญ ฆาตกรรม ทำให้เหมาะกับผู้แสดง โดย นักเรียน Pre - College YAMP โรงเรียนเตรียมอุดมดนตรี

อธิบดีกรมวิทย์ฯ บริการ กระทรวง อว. “หมอรุ่งเรือง” ได้รับการเสนอชื่อดำรงตำแหน่ง “ประธานมูลนิธิสุชาติ เจตนเสน“ มุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาระบบสาธารณสุขและงานระบาดวิทยาภาคสนามเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาสาธารณสุขไทย